ก ก ก
TH EN
ข่าวประชาสัมพันธ์

ครม.รับทราบข้อเสนอสภาเกษตรกรแห่งชาติ แก้ พ.ร.บ.เกษตรพันธสัญญา เพิ่มกลไกป้องกันเอารัดเอาเปรียบเกษตรกร

5 สิงหาคม 2026 gdcc_meHA8TeTBCQfZfJd

                       5 สิงหาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล โดยที่ประชุมมีมติรับทราบข้อเสนอของสภาเกษตรกรแห่งชาติในการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560 พร้อมมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์นำข้อเสนอดังกล่าวไปพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

                        ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะต้องพิจารณาประเด็นตามความเห็นของกระทรวง รวมถึงนำความเห็นของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปประกอบการพิจารณา เพื่อดำเนินการตามความจำเป็นและเหมาะสมต่อไป สำหรับข้อเสนอของสภาเกษตรกรแห่งชาติ ข้อเสนอขอแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560 เพื่อให้การบังคับใช้พระราชบัญญัติดังกล่าวสามารถคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของเกษตรกรได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเพื่อขยายขอบเขตความคุ้มครองทางกฎหมายให้ครอบคลุมรูปแบบการเอารัดเอาเปรียบหรือการฉ้อโกงที่หลากหลาย รวมทั้งเสริมสร้างกลไกกำกับดูแลทั้งในระดับชาติและระดับพื้นที่ ตลอดจนยกระดับระบบเกษตรพันธสัญญาให้เป็นกลไกขับเคลื่อนภาคเกษตรกรรมที่ยั่งยืนโดยมีข้อเสนอแนะที่สำคัญ ได้แก่

1) แก้ไขเพิ่มเติมนิยามคำว่า “ระบบเกษตรพันธสัญญา” กำหนดให้รวมถึงธุรกิจที่ระดมทุนเพื่อการผลิตทางการเกษตรที่มีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจการผลิต แปรรูป จำหน่าย หรือการส่งออกผลิตผลทางการเกษตร หรือให้บริการด้านระบบการผลิตสินค้า หรือปัจจัยการผลิตทางการเกษตรในระบบเกษตรพันธสัญญาด้วย เพื่อให้ครอบคลุมกับระบบสัญญาที่เกี่ยวเนื่องกับการเกษตรในปัจจุบันที่มีการทำสัญญาระดมทุนร่วมหุ้นเพื่อการผลิตทางการเกษตร รวมทั้งเสนอให้นิยามคำอื่น ๆ ที่สำคัญ เช่น การลงทุนทางการเกษตร นายทะเบียน เงินประกันสัญญา

2) แก้ไขเพิ่มเติมอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา เช่น ให้มีอำนาจกำหนดแนวทางหรือมาตรการในการกำกับ ควบคุม ตรวจสอบ และติดตามการทำสัญญาและการปฏิบัติตามสัญญา (เดิมไม่มี) และให้มีอำนาจทำการแจ้งเตือน แนะนำ สั่งให้มีการสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีที่มีรายงานว่าคู่สัญญามีการกระทำหรือพฤติกรรมที่สุ่มเสี่ยงที่จะกระทำฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ (เดิมมีอำนาจในการออกประกาศให้ทราบถึงพฤติกรรมที่มีการฝ่าฝืนแล้วเท่านั้น) เพื่อคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของเกษตรยิ่งขึ้น

3) การเพิ่มเติมให้มี “คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาจังหวัด” และ “นายทะเบียนเกษตรพันธสัญญาจังหวัด” เพื่อกระจายอำนาจและภารกิจสู่ระดับจังหวัด (เดิมไม่มี)

4) การกำหนดขอบเขตนายทะเบียนในการออกใบรับรองการจดแจ้งขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตร เนื่องจากข้อเสนอแก้ไขเพิ่มเติมนี้กำหนดให้มีนายทะเบียนเกษตรพันธสัญญาจังหวัดขึ้น จึงต้องมีการกำหนดขอบเขตในการออกใบรับรองระหว่างนายทะเบียนเกษตรพันธสัญญาจังหวัดกับนายทะเบียนเกษตรพันธสัญญาแห่งชาติ (เดิมไม่มี)

5) แก้ไขเพิ่มเติมการทำสัญญาในระบบเกษตรพันธสัญญา เช่น การกำหนดให้นายทะเบียนผู้ประกอบการและผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด หรือผู้แทนสำนักงานอัยการจังหวัด ต้องให้ความรู้ ความเข้าใจข้อความที่ระบุในสัญญา รวมทั้งสิทธิต่าง ๆ ของเกษตรกรที่สามารถดำเนินการได้ตามสัญญา ตลอดจนให้คำแนะนำปรึกษาแก่เกษตรกรในการเพิ่มเติมสัญญาหรือการบอกเลิกสัญญา (เดิมไม่ได้กำหนด) เพื่อให้เกษตรกรเข้าใจข้อความและเงื่อนไขต่าง ๆ ก่อนที่จะลงนามในสัญญา อันเป็นการลดความเสียเปรียบในการทำสัญญาของเกษตรกร

6) เพิ่มข้อตกลงหรือเงื่อนไขในสัญญาที่ไม่มีผลใช้บังคับ โดยเพิ่มกรณีเป็นเกษตรพันธสัญญาเกี่ยวกับการระดมทุน ให้ถือว่าการลดจำนวนเงินปันผล และการงดจ่ายเงินคืนผลประโยชน์ หรือให้เพิ่มทุน เป็นข้อตกลงหรือเงื่อนไขที่ไม่มีผลบังคับใช้ในสัญญา

7) เพิ่มอำนาจของคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา โดยให้มีอำนาจยึดหลักทรัพย์ค้ำประกันสัญญาเพื่อนำมาเยียวยาเกษตรกร ในกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรไม่ปฏิบัติตามสัญญาจนเกิดความเสียหายต่อเกษตรกร

8 ) แก้ไขเพิ่มเติมกรณีการบอกเลิกสัญญาในระบบเกษตรพันธสัญญาก่อนสิ้นกำหนดเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา โดยกำหนดเพิ่มให้การบอกเลิกสัญญาต้องกระทำร่วมกันระหว่างคู่สัญญาต่อหน้านายทะเบียนเกษตรพันธสัญญา เพื่อลดโอกาสการบอกเลิกสัญญาที่ทำให้เกษตรกรเสียเปรียบ

9) เพิ่มให้มีการกำหนดผู้รับผิดชอบในการไกล่เกลี่ยกรณีที่การพิพาทครอบคลุมหลายพื้นที่ หรือพื้นที่ข้อพิพาทกระจายอยู่ทุกภูมิภาค เนื่องจากปัจจุบันผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรมีกรณีที่ทำสัญญาในลักษณะเดียวกันข้ามเขตหลายพื้นที่

10) แก้ไขเพิ่มเติมบทกำหนดโทษ โดยเพิ่มให้มีการยึดหลักทรัพย์ประกันสัญญา หากผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรฝ่าฝืนพระราชบัญญัตินี้หรือไม่ปฏิบัติตามสัญญา หรือให้ยึดทรัพย์ผู้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดและให้ตกเป็นของแผ่นดิน หากมีกรณีศาลพิจารณาคดีแล้ว หรือผู้ก่อความเสียหายหนีคดีและเข้าข่ายเป็นการฉ้อโกง เอารัดเอาเปรียบเกษตรกร มีมูลค่าความเสียหายไม่น้อยกว่า 100 ล้านบาท


จากมติคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ ถือเป็นอีกขั้นตอนสำคัญของการผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายจากสภาเกษตรกรแห่งชาติไปสู่การพิจารณาของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับรูปแบบธุรกิจเกษตรในปัจจุบัน และสร้างหลักประกันว่าเกษตรกรที่เข้าสู่ระบบเกษตรพันธสัญญาจะได้รับข้อมูลที่ครบถ้วน มีช่องทางร้องเรียนและไกล่เกลี่ย รวมถึงได้รับการเยียวยาเมื่อเกิดความเสียหายอย่างเหมาะสม

ข่าวก่อนหน้า ข่าวถัดไป

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า